Written by admin

น้ำปลาร้าปรุงสุก ควรใช้กับเมนูยอดฮิตแบบไหนเพื่อเพิ่มรสชาติ

อาหารไทยที่เราทุกคนชอบทานอยู่เสมอนั้นมักจะมีเมนูอาหารจากภาคอีสานเป็นเมนูยอดฮิตอยู่ในความนิยมของผู้ชื่นชอบอาหารรสจัดมาโดยตลอด แน่นอนว่าเมนูอาหารจากภาคอีสานจะมีปลาร้าเป็นส่วนประกอบสำคัญในหลาย ๆ เมนู และในบางครั้งก็ใช้เพียงแค่น้ำปลาร้าเป็นส่วนผสมเพื่อช่วยเพิ่มความนัวหรือความอร่อยให้ทุกเมนูได้เป็นอย่างดี แล้วมีเมนูยอดฮิตไหนที่ไม่ควรขาดส่วนประกอบสำคัญนี้ไปเพราะจะทำให้ขาดรสชาติความนัว คงต้องไปตามหาสูตรอร่อยแบบนั้นมาไว้กับตัวบ้างแล้ว

  1. ส้มตำ

เมนูอันดับหนึ่งตลอดกาลที่ไม่มีเมนูไหนล้มแชมป์ไปได้ คือ ส้มตำ เพราะมีหลายสูตรที่เพียงแค่ใช้น้ำปลาร้ามาปรุงรสก็ช่วยให้ส้มตำสูตรนั้นอร่อยขึ้นมาทันที ทั้งส้มตำปูปลาร้า ส้มตำซั่ว ส้มตำป่า ฯลฯ  เรียกว่าถ้าใครชื่นชอบส้มตำก็คงต้องเพิ่มความนัวด้วยวิธีนี้ เพราะถ้าขาดไปคงทำให้ขาดรสชาติสำคัญไปจากจานอาหารนี้ไปเลยทีเดียว

  1. หลนปลาร้า

เมนูที่ประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับผู้ที่ไม่สามารถทนกลิ่นหรือรสชาติที่แรงเกินไปของปลาร้าได้ คงต้องเลือกเมนูนี้มาเป็นทางออกของผู้ที่อยากลองความนัวแบบเบา ๆ แต่จัดจ้านพอตัว เพราะมีหลายคนไม่คุ้นเคยกับรสชาติและกลิ่นที่มาจากการหมักดอง จึงต้องมีการประยุกต์ดัดแปลงเพื่อความสร้างสรรค์ในการทานอยู่บ้าง แต่คงต้องบอกก่อนว่าเมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ และเลือกให้เป็นอีกหนึ่งเมนูโปรดในใจไปหลายรายแล้ว

  1. ซุปหน่อไม้

เมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะแม้จะไม่ใช่เมนูหลักถ้าเทียบกับส้มตำแล้ว แต่ปกติถ้าจะทานส้มตำให้อร่อย ก็มักจะต้องสั่งซุปหน่อไม้เพื่อให้การทานส้มตำในครั้งนั้นครบรสชาติ ซึ่งการจะทำเมนูซุปหน่อให้อร่อยครบรส สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ น้ำปลาร้า เพราะรสชาติของความเข้มข้นในทุก ๆ จานของซุปหน่อไม้มาจากสิ่งสำคัญสิ่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมนูนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนชอบความนัวและความแซ่บได้อย่างลงตัว

การจะทำอาหารในแต่ละเมนูโดยเฉพาะเมนูรสจัดจากภาคอีสานนั้นจำเป็นต้องปรุงให้สุกเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยภายในร่างกายได้ ฉะนั้นทางเลือกของผู้ที่ชอบอาหารอีสานที่ดีที่สุดคือการปรุงสุก ไม่เว้นแม้แต่อาหารหมักดองอย่างปลาร้าที่ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เพราะอาหารที่ดีนอกจากจะรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ยังต้องถูกสุขลักษณะอีกด้วย  เพื่อให้การกินอาหารเกิดประโยชน์มากกว่าเกิดโทษนั่นเอง